การลงทุน

การลงทุน

Spread the love

Spread the loveการลงทุนในหุ้น
ถึงแม้ว่าการลงทุนในหุ้นจะได้ผลทดแทนที่ดี ทั้งยังจากเงินโบนัส รวมทั้งผลกำไรจากวิธีขายหุ้น แต่ว่าก็ไม่สามารถที่จะยืนยันได้ว่า ผลตอบแทนกลุ่มนี้จะแน่ๆ และก็มั่นคงเสมอ สิ่งจำเป็นที่ผู้ร่วมลงทุนควรจะคิดถึงเสมอ เป็น “ไม่มีการลงทุนอะไรก็ตามในโลกนี้ ไม่มีความเสี่ยง 100%)” 
และก็เมื่อจำเป็นต้องเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีการเสี่ยงสูง ก็ย่อมจำเป็นต้องมุ่งหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อทดแทนการเสี่ยงนั้น ซึ่งตรงกับคำบอกเล่าที่ว่า High Risk….High Expected Return ในทางตรงกันข้าม แม้เลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีการเสี่ยงต่ำ นักลงทุนจะมุ่งหวังผลตอบแทนจากการลงทุนที่ลดลง
ดังนี้มีเหตุต่างๆอันเป็นการเสี่ยงที่อาจจะเป็นผลให้กระทบต่อผลตอบแทนสำหรับการลงทุนของนักลงทุนได้ ซึ่งอาทิเช่น
1. ผลประกอบการบริษัท สภาวะอุตสาหกรรมที่เกี่ยว และก็ภาวะเศรษฐกิจ เป็นต้นสายปลายเหตุที่สำคัญที่จะระบุผลตอบแทนการลงทุนว่าจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงหรือต่ำ รวมถึงเหตุการณ์การค้าขายในตลาดค้าหุ้นฯ ถ้าภาวะเศรษฐกิจขยายตัวดี แล้วก็บริษัทส่งผลประกอบกิจการที่ดี ผู้ร่วมลงทุนย่อมีช่องทางที่กำลังจะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ในทางตรงกันข้ามถ้าภาวะเศรษฐกิจซบเซา แล้วก็บริษัทส่งผลผลกำไรน้อยลงผลตอบแทนที่ผู้ร่วมลงทุนจะได้รับก็มีลักษณะท่าทางที่จะลดน้อยลงเช่นเดียวกัน
2. ความไม่เที่ยงของอัตราผลตอบแทนที่กำลังจะได้รับ พูดอีกนัยหนึ่ง นักลงทุนบางทีอาจขายหุ้นได้ในราคาที่ต่ำกว่าที่คาดไว้ หรือบริษัทบางทีอาจชำระเงินเงินปันผลในระดับค่อนข้างต่ำไหมชำระเงินเงินปันผลเลย ซึ่งการที่ผู้ร่วมลงทุนได้รับอัตราผลตอบแทนน้อยกว่าอัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง เกิดจากการที่กระแสการเงินสดสุทธืของบริษัทผู้ออกหุ้นมีความไม่เที่ยง ทำให้มีการเกิดความไม่เที่ยงต่อผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นด้วย
มูลเหตุที่ก่อให้เกิดความไม่เที่ยงของกระแสการเงินสดรับสุทธิของธุรกิจการค้า ตัวอย่างเช่น การเสี่ยงทางธุรกิจ (Business Risk) แล้วก็การเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk) ของบริษัทผู้ออกหุ้น
3. การเสี่ยงทางธุรกิจ (ฺBusiness Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากรูปแบบของธุรกิจนั้นๆเป็นต้นว่า จำพวกธุรกิจ ส่วนประกอบรายได้ รายจ่ายของธุรกิจ อื่นๆอีกมากมาย ดังนี้ เหตุที่มากระทบต่อการดำเนินธุรกิจของธุรกิจการค้าบางทีอาจเป็น สาเหตุมหภาค (Macro Factors) ดังเช่น การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ ค่าตอบแทน อื่นๆอีกมากมาย ซึ่งจะทำให้ทุนผลิตสูงมากขึ้น รวมทั้งเหตุอื่นๆที่บางทีอาจมีผลต่อการจัดการของธุรกิจ อย่างเช่น ความเคลื่อนไหวด้านสังคม เทคโนโลยี การบ้านการเมือง กฎต่างๆอื่นๆอีกมากมาย
แม้กระนั้นธุรกิจจะได้รับผลพวงร้ายแรงไหมเช่นไร ขึ้นอยู่กับ “เหตุจุดลูกน้ำ” (Micro Factors) ข้างในธุรกิจการค้าด้วย ตัวอย่างเช่น บางธุรกิจมีการลงทุน ในทรัพย์สินถาวรจำนวนหลายชิ้น ผลปรากฏว่าเป็น ธุรกิจนั้นมีรายการค่าเสื่อมราคา ซึ่งเป็นค่าใช้สอยคงเดิมเยอะมากๆ ตรงกันข้าม แม้กิจการค้ามีการลงทุนในทรัพย์สินถาวรน้อย รายการค่าเสื่อมราคาซึ่งเป็นค่าใช้สอยคงเดิมก็จะน้อยตามไปด้วย ซึ่งการที่ธุรกิจมีต้นทุนคงเดิมเยอะมาก เมื่อยล้าอดขายไม่เป็นไปตามที่คาด แม้กระนั้นภาระหน้าที่ค่าใช้สอยยังคงที่เหมือนเดิม ก็จะก่อให้ผลกำไรของกิจการค้าติดลบเป็นอย่างมากในปีที่ยอดจำหน่ายลดน้อยลง นำมาซึ่งการทำให้ผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดว่าจะได้รับจากการลงทุนน้อยลงไปด้วย
4. การเสี่ยงด้านการเงิน (ฺFinancial Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการที่กิจการค้าสร้างภาะผูกพันทางด้านการเงินไว้ ดังเช่นว่า การก่อหนี้สิน ถ้าเกิดธุรกิจการค้าใดมีการก่อหนี้สินมากไม่น้อยเลยทีเดียว ธุรกิจนั้นก็จะมีภาระหน้าที่การจ่ายดอก ซึ่งเป็นค่าใช้สอยคงเดิมจำนวนไม่น้อย แม้กิจการค้าไม่สามารถที่จะได้กำไรได้ตามเป้าที่วางไว้ ผลกำไรของกิจการค้าก็จะน้อยเกินไปที่จะจ่ายดอกได้ เมื่อธุรกิจการค้าไม่อาจจะจ่ายดอกตามภาระติดพันได้ ก็จะก่อให้บริษัทมีการเสี่ยงที่บางทีอาจจะถูกฟ้องร้องฟ้องร้องได้
5. การเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง (Liquidity Risk) เนื่องมาจากไม่บางทีอาจแปลงหุ้นที่ลงทุนเป็นเงินสดได้เวลาที่เร็วทันใจโดยไม่ขาดทุน เนื่องจากว่าหุ้นนั้นมีการเวียนเปลี่ยนมือในตลาดรองน้อย
6. การเสี่ยงจากความเคลื่อนไหวของอัตราค่าดอกเบี้ยในตลาดการคลัง (Interate Rates Risk) การที่ระดับอัตราค่าดอกเบี้ยในตลาดการคลังเปลี่ยนปั่นป่วนขึ้นลง ก็จะกระทบต่อระดับอัตราผลตอบแทนที่ผู้ร่วมลงทุนอยากในยามที่อัตราค่าดอกเบี้ยเปลี่ยนไปในแนวทางที่สูงขึ้น พอๆกับว่าทุนค่าพลาดโอกาสในเงินทุนหรูหราสูงมากขึ้น ผู้ร่วมลงทุนจำเป็นต้องการอัตราผลตอบแทนสูงมากขึ้น ก็เลยอยากชำระเงินซื้อหุ้น และหลักทรัพย์อื่นๆในราคาลดน้อยลง ฉะนั้น การเพิ่มขึ้นของระดับอัตราค่าดอกเบี้ยโดยปกติ จะทำให้ราคาหลักทรัพย์ต่างๆลดน้อยลง
7. การเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Risk) โดยเงินเฟ้อเป็นสภาพการณ์ที่ระดับราคาผลิตภัณฑ์แล้วก็บริการโดยปกติมากขึ้นโดยตลอด แม้ระดับเงินเฟ้อสูง จะนำมาซึ่งการทำให้เงินที่มีอยู่ในมือ นำไปซื้อผลิตภัณฑ์ได้ลดลง หรือที่เรียกว่า เงินมีมูลค่าต่ำลงนั่นเอง ฉะนั้น ถ้าเกิดบอกว่าอัตราผลตอบแทนที่ได้รับในรูปเงินสดพอๆกับ 6% ในระหว่างที่อัตราเงินเฟ้อพอๆกับ 2% แปลว่าอัตราผลตอบแทนที่ได้รับจริงๆภายหลังหักด้วยอัตราเงินเฟ้อแล้ว จะอยู่ที่โดยประมาณ 4%
ยิ่งในภาวการณ์ที่เงินเฟ้อสูงมากขึ้น อัตราผลตอบแทนที่จริงจริงก็จะยิ่งน้อยลง ซึ่งการลงทุนในหุ้นไม่สามารถที่จะเลี่ยงการเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อได้ แต่ว่าการที่ราคาหุ้นเปลี่ยนตลอดระยะเวลา แล้วก็เงินโบนัสก็จ่ายตามผลประกอบการ ก็เลยเป็นที่เช้าใจกันว่า การลงทุนในหุ้นจะช่วยปกป้องการเสี่ยงจาดอัตราเงินเฟ้อได้ดียิ่งไปกว่าฝากเงินกับแบงค์ ซึ่งได้ผลทดแทนคงเดิม
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนในหุ้นควรต้องตระหนักถึงการเสี่ยงสำหรับในการลงทุนเสมอ ด้วยเหตุว่าไม่มีอะไรจะเป็นประกันได้ว่าการลงทุนในหุ้น จำเป็นจะต้องได้ผลทดแทนที่สูงคืนแก่นักลงทุนเสมอ ผลตอบแทนที่ได้รับบางครั้งก็อาจจะสูงหรือต่ำ หรือบางทีอาจจะมิได้รับผลตอบแทนเลยก็ได้ ด้วยเหตุนี้นักลงทุนควรที่จะเลือกหนทางการลงทุนที่สอดคล้องกับระดับการยินยอมรับการเสี่ยงของนักลงทุน ถ้าเกิดกลัวการเสี่ยงมากมาย ก็ควรที่จะทำการเลือกลงทุนที่มีการเสี่ยงในระดับที่ไม่สูงนัก แล้วก็เห็นด้วยระดับอัตราผลตอบแทนที่ไม่สูงเหมือนกัน แม้กระนั้นถ้าเกิดผู้ร่วมลงทุนสามารถสารภาพการเสี่ยงได้ ก็บางทีก็อาจจะเลือกลงทุนที่มีการเสี่ยงได้

Spread the love

การลงทุนในหุ้น

ถึงแม้ว่าการลงทุนในหุ้นจะได้ผลทดแทนที่ดี ทั้งยังจากเงินโบนัส รวมทั้งผลกำไรจากวิธีขายหุ้น แต่ว่าก็ไม่สามารถที่จะยืนยันได้ว่า ผลตอบแทนกลุ่มนี้จะแน่ๆ และก็มั่นคงเสมอ สิ่งจำเป็นที่ผู้ร่วมลงทุนควรจะคิดถึงเสมอ เป็น ไม่มีการลงทุนอะไรก็ตามในโลกนี้ ไม่มีความเสี่ยง 100%)” 

และก็เมื่อจำเป็นต้องเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีการเสี่ยงสูง ก็ย่อมจำเป็นต้องมุ่งหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อทดแทนการเสี่ยงนั้น ซึ่งตรงกับคำบอกเล่าที่ว่า High Risk….High Expected Return ในทางตรงกันข้าม แม้เลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีการเสี่ยงต่ำ นักลงทุนจะมุ่งหวังผลตอบแทนจากการลงทุนที่ลดลง

ดังนี้มีเหตุต่างๆอันเป็นการเสี่ยงที่อาจจะเป็นผลให้กระทบต่อผลตอบแทนสำหรับการลงทุนของนักลงทุนได้ ซึ่งอาทิเช่น

1. ผลประกอบการบริษัท สภาวะอุตสาหกรรมที่เกี่ยว และก็ภาวะเศรษฐกิจ เป็นต้นสายปลายเหตุที่สำคัญที่จะระบุผลตอบแทนการลงทุนว่าจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงหรือต่ำ รวมถึงเหตุการณ์การค้าขายในตลาดค้าหุ้นฯ ถ้าภาวะเศรษฐกิจขยายตัวดี แล้วก็บริษัทส่งผลประกอบกิจการที่ดี ผู้ร่วมลงทุนย่อมีช่องทางที่กำลังจะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ในทางตรงกันข้ามถ้าภาวะเศรษฐกิจซบเซา แล้วก็บริษัทส่งผลผลกำไรน้อยลงผลตอบแทนที่ผู้ร่วมลงทุนจะได้รับก็มีลักษณะท่าทางที่จะลดน้อยลงเช่นเดียวกัน

2. ความไม่เที่ยงของอัตราผลตอบแทนที่กำลังจะได้รับ พูดอีกนัยหนึ่ง นักลงทุนบางทีอาจขายหุ้นได้ในราคาที่ต่ำกว่าที่คาดไว้ หรือบริษัทบางทีอาจชำระเงินเงินปันผลในระดับค่อนข้างต่ำไหมชำระเงินเงินปันผลเลย ซึ่งการที่ผู้ร่วมลงทุนได้รับอัตราผลตอบแทนน้อยกว่าอัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง เกิดจากการที่กระแสการเงินสดสุทธืของบริษัทผู้ออกหุ้นมีความไม่เที่ยง ทำให้มีการเกิดความไม่เที่ยงต่อผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นด้วย

มูลเหตุที่ก่อให้เกิดความไม่เที่ยงของกระแสการเงินสดรับสุทธิของธุรกิจการค้า ตัวอย่างเช่น การเสี่ยงทางธุรกิจ (Business Risk) แล้วก็การเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk) ของบริษัทผู้ออกหุ้น

การลงทุน
การลงทุนในหุ้น

3. การเสี่ยงทางธุรกิจ (ฺBusiness Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากรูปแบบของธุรกิจนั้นๆเป็นต้นว่า จำพวกธุรกิจ ส่วนประกอบรายได้ รายจ่ายของธุรกิจ อื่นๆอีกมากมาย ดังนี้ เหตุที่มากระทบต่อการดำเนินธุรกิจของธุรกิจการค้าบางทีอาจเป็น สาเหตุมหภาค (Macro Factors) ดังเช่น การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ ค่าตอบแทน อื่นๆอีกมากมาย ซึ่งจะทำให้ทุนผลิตสูงมากขึ้น รวมทั้งเหตุอื่นๆที่บางทีอาจมีผลต่อการจัดการของธุรกิจ อย่างเช่น ความเคลื่อนไหวด้านสังคม เทคโนโลยี การบ้านการเมือง กฎต่างๆอื่นๆอีกมากมาย

แม้กระนั้นธุรกิจจะได้รับผลพวงร้ายแรงไหมเช่นไร ขึ้นอยู่กับ เหตุจุดลูกน้ำ” (Micro Factors) ข้างในธุรกิจการค้าด้วย ตัวอย่างเช่น บางธุรกิจมีการลงทุน ในทรัพย์สินถาวรจำนวนหลายชิ้น ผลปรากฏว่าเป็น ธุรกิจนั้นมีรายการค่าเสื่อมราคา ซึ่งเป็นค่าใช้สอยคงเดิมเยอะมากๆ ตรงกันข้าม แม้กิจการค้ามีการลงทุนในทรัพย์สินถาวรน้อย รายการค่าเสื่อมราคาซึ่งเป็นค่าใช้สอยคงเดิมก็จะน้อยตามไปด้วย ซึ่งการที่ธุรกิจมีต้นทุนคงเดิมเยอะมาก เมื่อยล้าอดขายไม่เป็นไปตามที่คาด แม้กระนั้นภาระหน้าที่ค่าใช้สอยยังคงที่เหมือนเดิม ก็จะก่อให้ผลกำไรของกิจการค้าติดลบเป็นอย่างมากในปีที่ยอดจำหน่ายลดน้อยลง นำมาซึ่งการทำให้ผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดว่าจะได้รับจากการลงทุนน้อยลงไปด้วย

4. การเสี่ยงด้านการเงิน (ฺFinancial Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการที่กิจการค้าสร้างภาะผูกพันทางด้านการเงินไว้ ดังเช่นว่า การก่อหนี้สิน ถ้าเกิดธุรกิจการค้าใดมีการก่อหนี้สินมากไม่น้อยเลยทีเดียว ธุรกิจนั้นก็จะมีภาระหน้าที่การจ่ายดอก ซึ่งเป็นค่าใช้สอยคงเดิมจำนวนไม่น้อย แม้กิจการค้าไม่สามารถที่จะได้กำไรได้ตามเป้าที่วางไว้ ผลกำไรของกิจการค้าก็จะน้อยเกินไปที่จะจ่ายดอกได้ เมื่อธุรกิจการค้าไม่อาจจะจ่ายดอกตามภาระติดพันได้ ก็จะก่อให้บริษัทมีการเสี่ยงที่บางทีอาจจะถูกฟ้องร้องฟ้องร้องได้

5. การเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง (Liquidity Risk) เนื่องมาจากไม่บางทีอาจแปลงหุ้นที่ลงทุนเป็นเงินสดได้เวลาที่เร็วทันใจโดยไม่ขาดทุน เนื่องจากว่าหุ้นนั้นมีการเวียนเปลี่ยนมือในตลาดรองน้อย

6. การเสี่ยงจากความเคลื่อนไหวของอัตราค่าดอกเบี้ยในตลาดการคลัง (Interate Rates Risk) การที่ระดับอัตราค่าดอกเบี้ยในตลาดการคลังเปลี่ยนปั่นป่วนขึ้นลง ก็จะกระทบต่อระดับอัตราผลตอบแทนที่ผู้ร่วมลงทุนอยากในยามที่อัตราค่าดอกเบี้ยเปลี่ยนไปในแนวทางที่สูงขึ้น พอๆกับว่าทุนค่าพลาดโอกาสในเงินทุนหรูหราสูงมากขึ้น ผู้ร่วมลงทุนจำเป็นต้องการอัตราผลตอบแทนสูงมากขึ้น ก็เลยอยากชำระเงินซื้อหุ้น และหลักทรัพย์อื่นๆในราคาลดน้อยลง ฉะนั้น การเพิ่มขึ้นของระดับอัตราค่าดอกเบี้ยโดยปกติ จะทำให้ราคาหลักทรัพย์ต่างๆลดน้อยลง

7. การเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Risk) โดยเงินเฟ้อเป็นสภาพการณ์ที่ระดับราคาผลิตภัณฑ์แล้วก็บริการโดยปกติมากขึ้นโดยตลอด แม้ระดับเงินเฟ้อสูง จะนำมาซึ่งการทำให้เงินที่มีอยู่ในมือ นำไปซื้อผลิตภัณฑ์ได้ลดลง หรือที่เรียกว่า เงินมีมูลค่าต่ำลงนั่นเอง ฉะนั้น ถ้าเกิดบอกว่าอัตราผลตอบแทนที่ได้รับในรูปเงินสดพอๆกับ 6% ในระหว่างที่อัตราเงินเฟ้อพอๆกับ 2% แปลว่าอัตราผลตอบแทนที่ได้รับจริงๆภายหลังหักด้วยอัตราเงินเฟ้อแล้ว จะอยู่ที่โดยประมาณ 4%

ยิ่งในภาวการณ์ที่เงินเฟ้อสูงมากขึ้น อัตราผลตอบแทนที่จริงจริงก็จะยิ่งน้อยลง ซึ่งการลงทุนในหุ้นไม่สามารถที่จะเลี่ยงการเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อได้ แต่ว่าการที่ราคาหุ้นเปลี่ยนตลอดระยะเวลา แล้วก็เงินโบนัสก็จ่ายตามผลประกอบการ ก็เลยเป็นที่เช้าใจกันว่า การลงทุนในหุ้นจะช่วยปกป้องการเสี่ยงจาดอัตราเงินเฟ้อได้ดียิ่งไปกว่าฝากเงินกับแบงค์ ซึ่งได้ผลทดแทนคงเดิม

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนในหุ้นควรต้องตระหนักถึงการเสี่ยงสำหรับในการลงทุนเสมอ ด้วยเหตุว่าไม่มีอะไรจะเป็นประกันได้ว่าการลงทุนในหุ้น จำเป็นจะต้องได้ผลทดแทนที่สูงคืนแก่นักลงทุนเสมอ ผลตอบแทนที่ได้รับบางครั้งก็อาจจะสูงหรือต่ำ หรือบางทีอาจจะมิได้รับผลตอบแทนเลยก็ได้ ด้วยเหตุนี้นักลงทุนควรที่จะเลือกหนทางการลงทุนที่สอดคล้องกับระดับการยินยอมรับการเสี่ยงของนักลงทุน ถ้าเกิดกลัวการเสี่ยงมากมาย ก็ควรที่จะทำการเลือกลงทุนที่มีการเสี่ยงในระดับที่ไม่สูงนัก แล้วก็เห็นด้วยระดับอัตราผลตอบแทนที่ไม่สูงเหมือนกัน แม้กระนั้นถ้าเกิดผู้ร่วมลงทุนสามารถสารภาพการเสี่ยงได้ ก็บางทีก็อาจจะเลือกลงทุนที่มีการเสี่ยงได้