ทําไมต้องเป็น หุ้น ขนาดใหญ่ (Blue Chip)

Spread the love

Spread the loveผ่านมาแล้ว 2 บท เห็นมั้ยครับว่า การลงทุนในหุ้น มันล้วนเต็มไปด้วยเหตุผล และเป็นไปตามหลัก วิทยาศาสตร์หุ้น และที่สําคัญ คือหุ้นที่เราสามารถจับต้องได้.. บทนี้ เอาแบบเบาๆ ไม่มีตัวเลขแล้วกันนะ
หุ้นเนี่ยมันคลาสสิคอยู่อย่าง มันมีมิติของอารมณ์ผู้คนแฝงอยู่ บางวันราคาก็สูงลิบ บางวันราคาก็ แสนต่ำ บางวันวิ่งแบบไม่มีเหตุผล เหมือนผีผลัก บางทีก็ดิ่งนรก..
ดังนั้นสิ่งที่เราต้องยึดเป็นสรณะ ก็คือ “เงินปันผลของหุ้น” และ “การเติบโตที่แท้จริงของหุ้น หรือการเติบโต ทางธุรกิจ” มากกว่า “ราคาที่ผันผวน” และ “การเคลื่อนไหวของราคาที่เย้ายวนใจให้เก็งกําไร” พูดง่ายๆ คือ ”แยกตัวธุรกิจออกจากราคาหุ้น”
ทีนี้ ถามว่า ทําไมการลงทุนสไตล์ที่ผมแนะนํา ผมถึงอยากให้ลงทุนในหุ้นตัวใหญ่ หรือ Blue chip เรื่องของเรื่องมันเป็นแบบนี้นะ..
อย่างแรก คือ หุ้นพวกนี้ มักเป็นหุ้นที่การผูกขาดทางการค้าในระดับหนึ่ง หรืออาจจะมีความ ได้เปรียบทางการค้าโดยเปรียบเทียบ ( Competitive advantage) ซึ่งทําให้ถึงแม้ว่าจะเกิดวิกฤต หากไม่ หนักหนาสาหัส (คือสัดส่วนทางการเงินค่อนข้างดี) ก็จะฟื้นกลับมาได้เสมอ ทําให้เมื่อไปย้อนดูค่าเฉลี่ย ย้อนหลัง ผลประกอบการจึงไม่ต่ำเตี้ยมากนัก
อย่างที่สอง คือ หุ้นพวกนี้ มีขนาดใหญ่ จนกระทั่งมีผู้เล่นรายใหญ่หลายราย หลายกลุ่ม การที่กลุ่ม บุคคลใดจะเข้ามากําหนดราคา (ปั่นหรือทุบ) ตามใจชอบ เป็นไปได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะ..
อย่างที่สาม คือ ด้วยความที่หุ้นมีขนาดใหญ่ ทําให้มีผู้เล่นต่างชาติและใครต่อใครเข้ามาซื้อขาย มากมาย ดังนั้นเมื่อเกิดสภาวะวิกฤตในเชิงมหภาค ทําให้ราคาสวิงแรง เกิดโอกาสให้เข้าไปซื้อ ยกตัวอย่าง เช่นในปี 2551 ในวิกฤตซับไพร์ม ทั้งๆ ที่หุ้นบ้านเราไม่ได้ทรุดลงไปเหมือนสหรัฐอเมริกา แต่ดัชนีกลับร่วง เยอะกว่ามากทีเดียว
และอย่างสุดท้าย ที่ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่า คือหุ้นขนาดใหญ่บางตัว ผู้มีอํานาจในบ้านในเมือง ทุกผู้ ทุกฝ่าย ทุกสี ต่างพร้อมใจกันถือหุ้นตัวนี้ กันหมด ไอ้ที่ว่าจะโดนทวง โดนเรียกเก็บค่าโน่นนี่ หรืออะไรก็ ตาม คงเป็นไปได้ยาก เพราะกระทบกันทุกฝ่าย เค้าเรียกว่ามี “มิติในการปรองดองทางผลประโยชน์” กันอยู่ ดังนั้นหุ้นบางตัวมันจะยืนหยัดยืนยงอีกตราบนานเท่านาน จนกว่าโครงสร้างนี้จะหายไป
แล้วไอ้ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ มันดีกับเรายังไงล่ะ..
มันดีตรงที่ ตัวเรานี้ต้องการ “ความมั่นคง” และ “ความสม่ำเสมอ” ในตัวหุ้นที่ลงทุน เพื่อหวังให้มัน เติบโตและมีเงินปันผลงอกเงย เราเองไม่มีเวลาติดตามมันทุกวัน อาศัยว่าถือลืมไปเลย ดังนั้น เราจึงต้อง เลือก “หุ้นที่มีพื้นฐานทางธุรกิจ” ที่แข็งแกร่ง เพื่อถือยาว เหมือนกับว่าเราต้องการเป็นเจ้าของจริงๆ
อย่างไรก็ตาม การที่เราเจอหุ้นเหล่านี้ดังที่ได้เห็นในบทที่สองนี้ ซึ่งมีแต่หุ้นขนาดใหญ่ เราจึงต้องมา ดูว่า มันคุ้มค่าเพียงพอที่จะซื้อรึยัง โดยเปรียบเทียบ จาก ROE ที่แท้จริง (หมายถึง ROE เทียบกับราคา ณ วันที่เราซื้อ”
บางคนถามว่า ทําไมเราไม่ลงทุนหุ้นเติบโตเร็วล่ะ ทําไมไม่ลงทุนหุ้นขนาดเล็ก ทําไมเราไม่ลงทุนใน หุ้น turnaround ที่น่าจะมีโอกาสทําให้ได้กําไรที่ดีกว่าล่ะ..
เหตุผลก็คือ ความมีเสถียรภาพที่แตกต่างกัน ซึ่งธุรกิจที่หุ้นขนาดใหญ่ดําเนินการ จะไม่หวือหวา ผันผวนมากเท่ากับหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กโดยเปรียบเทียบ ทําให้เราเชื่อถือในค่า ROE เฉลี่ย ย้อนหลังของมันได้ จากนั้นสิ่งที่เราทําก็คือ เข้าซื้อในจังหวะที่เราต้องการ นั่นก็คือหมายถึง ตําแหน่ง ROE แท้จริงที่เราอยากได้ ซึ่งแต่ละคนก็คงมีราคาในใจที่แตกต่างกัน
และแน่นอนว่า เมื่อถึงเวลาที่เกิดวิกฤตในเชิงมหภาค (ย้ำว่ามหภาค ไม่ใช่เกิดกับหุ้นรายตัว) ทําให้ ทุกคนแห่เทขายหุ้นออกมาท้องตลาดไม่ว่าหุ้นจะดีหรือเลวก็ตาม จังหวะนั้นคือจังหวะที่เหมาะที่สุดในการเข้า ลงทุน และปล่อยให้มันเติบโตเพื่อกินดอกผลของมันต่อไป..
แต่การลงทุนในหุ้นก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ดี ในบทหน้าเราจะมาดูกันว่าเราจะจัดการความเสี่ยงได้ อย่างไรบ้าง..

Spread the love

ผ่านมาแล้ว 2 บท เห็นมั้ยครับว่า การลงทุนในหุ้น มันล้วนเต็มไปด้วยเหตุผล และเป็นไปตามหลัก วิทยาศาสตร์หุ้น และที่สําคัญ คือหุ้นที่เราสามารถจับต้องได้.. บทนี้ เอาแบบเบาๆ ไม่มีตัวเลขแล้วกันนะ

หุ้นเนี่ยมันคลาสสิคอยู่อย่าง มันมีมิติของอารมณ์ผู้คนแฝงอยู่ บางวันราคาก็สูงลิบ บางวันราคาก็ แสนต่ำ บางวันวิ่งแบบไม่มีเหตุผล เหมือนผีผลัก บางทีก็ดิ่งนรก..

ดังนั้นสิ่งที่เราต้องยึดเป็นสรณะ ก็คือ “เงินปันผลของหุ้น” และ “การเติบโตที่แท้จริงของหุ้น หรือการเติบโต ทางธุรกิจ” มากกว่า “ราคาที่ผันผวน” และ “การเคลื่อนไหวของราคาที่เย้ายวนใจให้เก็งกําไร” พูดง่ายๆ คือ ”แยกตัวธุรกิจออกจากราคาหุ้น”

ทีนี้ ถามว่า ทําไมการลงทุนสไตล์ที่ผมแนะนํา ผมถึงอยากให้ลงทุนในหุ้นตัวใหญ่ หรือ Blue chip เรื่องของเรื่องมันเป็นแบบนี้นะ..

อย่างแรก คือ หุ้นพวกนี้ มักเป็นหุ้นที่การผูกขาดทางการค้าในระดับหนึ่ง หรืออาจจะมีความ ได้เปรียบทางการค้าโดยเปรียบเทียบ ( Competitive advantage) ซึ่งทําให้ถึงแม้ว่าจะเกิดวิกฤต หากไม่ หนักหนาสาหัส (คือสัดส่วนทางการเงินค่อนข้างดี) ก็จะฟื้นกลับมาได้เสมอ ทําให้เมื่อไปย้อนดูค่าเฉลี่ย ย้อนหลัง ผลประกอบการจึงไม่ต่ำเตี้ยมากนัก

อย่างที่สอง คือ หุ้นพวกนี้ มีขนาดใหญ่ จนกระทั่งมีผู้เล่นรายใหญ่หลายราย หลายกลุ่ม การที่กลุ่ม บุคคลใดจะเข้ามากําหนดราคา (ปั่นหรือทุบ) ตามใจชอบ เป็นไปได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะ..

อย่างที่สาม คือ ด้วยความที่หุ้นมีขนาดใหญ่ ทําให้มีผู้เล่นต่างชาติและใครต่อใครเข้ามาซื้อขาย มากมาย ดังนั้นเมื่อเกิดสภาวะวิกฤตในเชิงมหภาค ทําให้ราคาสวิงแรง เกิดโอกาสให้เข้าไปซื้อ ยกตัวอย่าง เช่นในปี 2551 ในวิกฤตซับไพร์ม ทั้งๆ ที่หุ้นบ้านเราไม่ได้ทรุดลงไปเหมือนสหรัฐอเมริกา แต่ดัชนีกลับร่วง เยอะกว่ามากทีเดียว

และอย่างสุดท้าย ที่ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่า คือหุ้นขนาดใหญ่บางตัว ผู้มีอํานาจในบ้านในเมือง ทุกผู้ ทุกฝ่าย ทุกสี ต่างพร้อมใจกันถือหุ้นตัวนี้ กันหมด ไอ้ที่ว่าจะโดนทวง โดนเรียกเก็บค่าโน่นนี่ หรืออะไรก็ ตาม คงเป็นไปได้ยาก เพราะกระทบกันทุกฝ่าย เค้าเรียกว่ามี “มิติในการปรองดองทางผลประโยชน์” กันอยู่ ดังนั้นหุ้นบางตัวมันจะยืนหยัดยืนยงอีกตราบนานเท่านาน จนกว่าโครงสร้างนี้จะหายไป

แล้วไอ้ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ มันดีกับเรายังไงล่ะ..

มันดีตรงที่ ตัวเรานี้ต้องการ “ความมั่นคง” และ “ความสม่ำเสมอ” ในตัวหุ้นที่ลงทุน เพื่อหวังให้มัน เติบโตและมีเงินปันผลงอกเงย เราเองไม่มีเวลาติดตามมันทุกวัน อาศัยว่าถือลืมไปเลย ดังนั้น เราจึงต้อง เลือก “หุ้นที่มีพื้นฐานทางธุรกิจ” ที่แข็งแกร่ง เพื่อถือยาว เหมือนกับว่าเราต้องการเป็นเจ้าของจริงๆ

อย่างไรก็ตาม การที่เราเจอหุ้นเหล่านี้ดังที่ได้เห็นในบทที่สองนี้ ซึ่งมีแต่หุ้นขนาดใหญ่ เราจึงต้องมา ดูว่า มันคุ้มค่าเพียงพอที่จะซื้อรึยัง โดยเปรียบเทียบ จาก ROE ที่แท้จริง (หมายถึง ROE เทียบกับราคา ณ วันที่เราซื้อ”

บางคนถามว่า ทําไมเราไม่ลงทุนหุ้นเติบโตเร็วล่ะ ทําไมไม่ลงทุนหุ้นขนาดเล็ก ทําไมเราไม่ลงทุนใน หุ้น turnaround ที่น่าจะมีโอกาสทําให้ได้กําไรที่ดีกว่าล่ะ..

เหตุผลก็คือ ความมีเสถียรภาพที่แตกต่างกัน ซึ่งธุรกิจที่หุ้นขนาดใหญ่ดําเนินการ จะไม่หวือหวา ผันผวนมากเท่ากับหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กโดยเปรียบเทียบ ทําให้เราเชื่อถือในค่า ROE เฉลี่ย ย้อนหลังของมันได้ จากนั้นสิ่งที่เราทําก็คือ เข้าซื้อในจังหวะที่เราต้องการ นั่นก็คือหมายถึง ตําแหน่ง ROE แท้จริงที่เราอยากได้ ซึ่งแต่ละคนก็คงมีราคาในใจที่แตกต่างกัน

และแน่นอนว่า เมื่อถึงเวลาที่เกิดวิกฤตในเชิงมหภาค (ย้ำว่ามหภาค ไม่ใช่เกิดกับหุ้นรายตัว) ทําให้ ทุกคนแห่เทขายหุ้นออกมาท้องตลาดไม่ว่าหุ้นจะดีหรือเลวก็ตาม จังหวะนั้นคือจังหวะที่เหมาะที่สุดในการเข้า ลงทุน และปล่อยให้มันเติบโตเพื่อกินดอกผลของมันต่อไป..

แต่การลงทุนในหุ้นก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ดี ในบทหน้าเราจะมาดูกันว่าเราจะจัดการความเสี่ยงได้ อย่างไรบ้าง..